เกร็ดความรู้
เรื่องควรรู้ในการทำเว็บไซต์
ในการจัดทำเว็บไซต์ใหม่ขึ้นมาหนึ่งเว็บไซต์นั้น สิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งคือการกำหนดวัตถุประสงค์ของการจัดทำให้ชัดเจน เพื่อเป็นแนวทางในการออกแบบและพัฒนาเว็บไซต์ต่อไป
วัตถุประสงค์และประโยชน์จากการจัดทำเว็บไซต์
- เพื่อใช้ในการประชาสัมพันธ์สินค้าหรือบริการขององค์กร หรือบริษัท รวมถึงการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีน่าเชื่อถือให้เกิดขึ้นกับกลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ เว็บไซต์ประชาสัมพันธ์องค์กร
- เพื่อใช้ในลักษณะการให้บริการแก่ลูกค้าหรือสมาชิกขององค์กร หรือบริษัท โดยการนำเว็บไซต์มาเป็นเครื่องมือ ช่วยในการอำนวยความสะดวกแก่ลูกค้าหรือสมาชิกเป็นหลัก ได้แก่ เว็บไซต์บริการหรือเว็บไซต์ชุมชน
- เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการทำตลาดรวมถึงธุรกรรมที่สำคัญ ผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ต โดยมุ่งเน้นไปยังการหาตลาดใหม่ ๆ เป็นหลัก เพื่อนำเสนอขายสินค้าหรือบริการ ได้แก่ เว็บไซต์อี-คอมเมอร์ส
องค์ประกอบของเว็บไซต์จะเป็นปัจจัยหลักที่มีผลต่อเว็บไซต์ ๆ หนึ่งในการที่จะประสบผลสำเร็จดังที่ตั้งวัตถุประสงค์ไว้หรือไม่ โดยทั่วไปประกอบด้วย
Domain Name :
ชื่อและที่อยู่ของเว็บไซต์ในการเรียกข้อมูลเว็บไซต์ของท่านมาแสดงผล เช่น www.yourcompany.com เป็นต้น ปัจจุบันมักจดชื่อ domain name ให้เป็นชื่อที่สื่อถึงสินค้าหรือบริการหรือเป็นชื่อองค์กร และอาศัยการทำประชาสัมพันธ์ผ่าน Search Engine และ Web Directory การเลือกใช้ชื่อเว็บไซต์ที่เหมาะสมก็มีส่วนในการทำให้เว็บไซต์ของคุณประสบความสำเร็จเช่นกัน
Design & Development :
การออกแบบและจัดทำเว็บไซต์ โดยทั่วไปแล้วสำหรับเว็บไซต์ประชาสัมพันธ์องค์กร การออกแบบเว็บไซต์ เป็นเพียงส่วนที่ทำหน้าที่นำเสนอข้อมูลขององค์กร หรือบริษัทให้แก่ผู้เยี่ยมชมได้อย่างสะดวก และด้วยการออกแบบที่ดีที่จะสื่อถึงความเป็นเอกลักษณ์ขององค์กร หรือบริษัทจะนำมาซึ่งความน่าเชื่อถือให้เกิดแก่ผู้เข้าเยี่ยมชมได้ หากแต่มักมีคนเข้าใจผิดเกี่ยวกับการออกแบบเว็บไซต์ ว่าเว็บไซต์ที่มีการออกแบบดีมีความสวยงาม และมีการนำเสนอที่น่าสนใจจะสามารถดึงดูด และเพิ่มปริมาณผู้เข้าเยี่ยมชมได้ ในความเป็นจริงแล้ว การเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย และเพิ่มปริมาณของผู้เข้าเยี่ยมชมนั้น เป็นหน้าที่หลักของการทำประชาสัมพันธ์เว็บไซต์ ไม่ใช่จากการออกแบบและจัดทำเว็บไซต์
Content :
เนื้อหาของเว็บไซต์ ถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในองค์ประกอบของเว็บไซต์ เพราะคือสิ่งที่ผู้เยี่ยมชมค้นหา โดยปกติแล้วเราสามารถใส่เนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับสินค้า หรือบริการขององค์กรของเราได้โดยละเอียด อีกทั้งจำต้องนำเสนออย่างชัดเจนอีกด้วย เช่น รูปภาพของสินค้า หรือสถานที่บริการ เป็นต้น จึงจะทำให้ผู้เข้าเยี่ยมชมได้ประโยชน์จากการเข้าชมเว็บไซต์อย่างแท้จริง อันจำนำมาซึ่งผลประโยชน์ทางธุรกิจในอนาคตได้
Hosting :
พื้นที่จัดวางและติดตั้งเว็บไซต์ เป็นองค์ประกอบที่สำคัญมากไม่น้อยกว่าเนื้อหาของเว็บไซต์ (Content) เพราะการเลือกผู้ให้บริการโฮสติ้งที่ดี มีการซัพพอร์ตลูกค้าที่ดีและรวดเร็ว เซิร์ฟเวอร์มีความเสถียรภาพสูง สามารถติดต่อเจ้าหน้าที่ที่ดูแลเซิร์ฟเวอร์ได้ตลอดเวลา คือหัวใจสำคัญในการเลือกผู้ให้บริการด้านนี้ นอกจากความพร้อมในการออกแบบและจัดทำเว็บไซต์แล้ว เรายังมีความพร้อมอย่างยิ่งในการให้บริการโฮสติ้งแก่ลูกค้าเราเป็นอย่างดี อีกด้วย ซึ่งทำให้เว็บไซต์และอีเมล์ของลูกค้าสามารถเข้าถึงได้ตลอดเวลา อันส่งผลให้ธุรกิจของลูกค้ามีความต่อเนื่องในการทำงานอยู่เสมอ
Promotion :
การทำประชาสัมพันธ์เว็บไซต์ เป็นองค์ประกอบที่สำคัญมากอีกอย่างหนึ่ง เมื่อเราได้จัดทำเว็บไซต์เสร็จแล้ว จะต้องอาศัยการประชาสัมพันธ์เว็บไซต์ เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายมากที่สุด โดยอาศัยวิธีการต่างผ่านช่องทางอินเตอร์เน็ต เช่น Search Engine Submission, Registration Web Directory, Mailing List, Banner Link Exchange เหล่านี้เป็นต้น นอกเหนือจากนี้ อาจใช้ชื่อ domain name ในการประชาสัมพันธ์เว็บไซต์ผ่านสื่ออื่น ๆ เช่น ในนามบัตร, ใบปลิวหรือ โบรชัวร์ของบริษัท เป็นต้น
จากที่กล่าวมาทั้งหมดนั้น ในการจัดทำเว็บไซต์ขึ้นมาเว็บไซต์หนึ่ง สามารถกำหนดวัตถุประสงค์ หรือเลือกจัดทำเว็บไซต์ในลักษณะใดลักษณะหนึ่ง หรือเลือกที่จะใช้รูปแบบ และประโยชน์ของการจัดทำ จากทุกประเภทของเว็บไซต์ก็ได้ เหล่านี้เป็นเพียงการทำความเข้าใจ เกี่ยวกับเว็บไซต์ เพื่อเป็นแนวทางให้ท่านสามารถ เลือกประเภทของเว็บไซต์ที่เหมาะสมกับธุรกิจของท่าน, กำหนดขอบเขตของการจัดทำ, และใช้เป็นแนวทางประกอบ ในการคัดเลือกผู้จัดทำ และให้บริการทางด้านเว็บไซต์ต่อไปได้
ทำไมราคาค่าออกแบบเว็บไซต์ถึงแตกต่างกันมาก?
ทำไมราคาค่าบริการจัดทำเว็บไซต์ของผู้ให้บริการจึงมีความแตกต่างกันมาก? จากราคาต่ำไปยังราคาสูงมาก เป็นคำถามที่ได้รับจากลูกค้าส่วนใหญ่บ่อยครั้งเลยทีเดียว โดยเฉพาะลูกค้าที่เพิ่งเริ่มจัดทำเว็บไซต์เป็นครั้งแรก ในแง่ของความเป็นจริงแล้วในเรื่องอัตราการให้บริการสำหรับวิชาชีพทั้งหลาย ก็คงมีอัตราที่แตกต่างกันหรือมีหลากหลายระดับราคาเกือบทั้งสิ้น เพียงแต่ว่าสามารถแยกแยะหรือแจกแจงให้ลูกค้าได้ทราบหรือเปรียบเทียบให้เห็น ได้ชัดเจนมากน้อยขนาดไหน ทำให้ลูกค้าเห็นถึงความแตกต่างและสิ่งที่จะได้รับการเลือกซื้อบริการเหล่า นั้นได้หรือไม่มากกว่า
หากพูดถึงค่าบริการในการจัดทำเว็บไซต์แล้วนั้น นับว่ามีความหลากหลายรูปแบบในการคิดอัตราค่าบริการ ขึ้นอยู่กับผู้ให้บริการ เริ่มตั้งแต่ freelance คนเดียวรับงานเป็นหน้า, หน้าแรก หน้าใน, Flash เท่านั้นเท่านี้จุด, ส่งไฟล์แบบ Digital, จบแล้วจบเลย, ไม่รวม Source ไฟล์ , ไม่ซ่อม, ไม่ maintenance, Freelance ทีม รับงานเป็น Project, ทำเท่าที่ Scope, ไม่ Modify, นอกเหนือคิดเพิ่มหรือไม่ยอมทำเลย, ไม่ maintenance, บริษัทเล็ก ใช้ Template สำเร็จรูป, มี CMS ให้ใช้งาน, ส่งไฟล์แบบ Digital maintenance 4 ครั้งต่อปี, จำกัดจำนวนหน้าแบบ Package, บริษัทกลาง งานเหมาทั้งหมด เตรียมรูปแบบข้อเสนอ, ออกแบบจัดทำ, ดูแลระบบ maintenance รายปี, บริษัทใหญ่ก็อาจขายด้วยชื่อเสียงความน่าเชื่อถือเป็นหลัก การให้บริการแบบ customize ครบวงจร เมื่อความหลากหลายของรูปแบบราคามันมากมายขนาดนี้ มันก็เป็นเรื่องยากสำหรับลูกค้าในการเปรียบเทียบราคาและความคุ้มค่าของเงิน ที่ต้องจ่าย
ตัวอย่างข้อมูลเหล่านี้เป็นแนวทางในการสอบถามผู้ให้บริการถึงบริการที่จะได้รับกับค่าใช้จ่ายเมื่อตกลงทำเว็บไซต์
ด้านการผลิต
+ รูปแบบการออกแบบ เป็นแบบไหน
- Custom Design ออกแบบตามความต้องการของลูกค้า หรือนำเสนอไอเดียการจัดทำใหม่เฉพาะรายนั้น ๆ
- Web Template มีแบบให้ลูกค้าเลือกในลักษณะสำเร็จรูป โดยจะต้องเลือกภายใต้แบบที่กำหนด หากเลือกแบบแล้วสามารถดัดแปลงเพิ่มเติมได้หรือไม่ และยังอยู่ในค่าใช้จ่ายเดิมหรือไม่ อย่างไร
+ จำนวนในการออกแบบและการแก้ไข
- Custom Design ออกแบบร่าง (Demo Design) กี่แบบ แบบละกี่หน้า สามารถกำหนดให้ออกแบบตามที่ต้องการได้หรือไม่ และสามารถขอแก้ไขได้กี่ครั้งโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม
- Template Design ออกแบบร่างให้ดูก่อนหรือไม่ ออกให้กี่แบบ ขอดัดแปลงเพิ่มเติมได้หรือไม่ และสามารถขอแก้ไขได้กี่ครั้งโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม
+ การออกแบบในส่วนของข้อมูล Dynamic โปรแกรม เช่น ข่าวสาร, แคตตาล็อค, กระดานสนทนา, ระบบอีเมล์ตอบรับ ฯลฯ
- ผู้ให้บริการสามารถออกแบบให้ได้ตามความต้องการหรือต้องเป็นไปตามรูปแบบของโปรแกรมนั้น ๆ
+ หากมีเนื้อหาที่เพิ่มเติมนอกเหนือจากที่ตกลงกันในครั้งแรก สามารถจัดทำเพิ่มเติมได้หรือไม่ คิดค่าใช้จ่ายอย่างไร
+ ผู้ให้บริการมีการทดสอบระบบโปรแกรมในเว็บไซต์ที่ได้จัดทำขึ้นหรือไม่ อย่างไร
+ หากระบบโปรแกรมที่พัฒนาขึ้นสามารถใช้งานได้แล้วแต่ต้องการปรับปรุงเพื่อความ เหมาะสมแก่ผู้ใช้งานมากขึ้น สามารถจัดทำเพิ่มเติมได้หรือไม่ คิดค่าใช้จ่ายอย่างไร
+ ลูกค้าสามารถตรวจสอบความคืบหน้าของชิ้นงานได้อย่างไร มี Demo Site ให้ดูหรือไม่
ด้านการบริการ
+ การติดต่อประสานงาน มีเจ้าหน้าที่ดูแลโครงการเฉพาะ ติดต่อประสานงานโดยตรง นำเสนองานตามขั้นตอน ณ สำนักงานของลูกค้า หรือสถานที่ที่สะดวกกับลูกค้าหรือไม่ ถ้ามีตลอดการดำเนินงานมีกำหนดหรือไม่กี่ครั้ง อย่างไร
ด้านข้อมูล
+ ลูกค้าต้องจัดเตรียมข้อมูลอย่างไร ข้อมูลเนื้อหาต้องจัดเตรียมใน Format ไฟล์เอกสารหรือไม่ รูปภาพต้องเป็น digital file หรือไม่ หรือสามารถส่งข้อมูลดิบมาให้ผู้บริการคัดเลือกดำเนินการ พิมพ์เนื้อหาใหม่, แสกนภาพ, ตกแต่งภาพ ทำ retouch หรือ diecut ให้ด้วยหรือไม่ อย่างไร
+ หากมีข้อมูลบางส่วนไม่สมบูรณ์ เช่น รูปภาพ เสียงประกอบ หรือเนื้อหาอื่น ๆ ผู้ให้บริการจะดำเนินการจัดหาและจัดเตรียมให้หรือไม่ และยินดีรับผิดชอบต่อสิทธิ์ในการนำมาใช้งานในเว็บไซต์หรือไม่
+ ข้อมูลสินค้าหรือบริการ ที่มีการจัดเตรียมโปรแกรมในการเพิ่ม แก้ไข ลบ นั้น ผู้ให้บริการจะทำการเพิ่มสินค้าให้หรือไม่ จำนวนเท่าไรหรืออย่างไร
ด้านเทคนิค
+ การจัดทำเว็บไซต์ พัฒนาโดยใช้ เครื่องมืออะไรบ้าง อย่างไร ภายใต้กรอบมาตรฐานอะไร รองรับกับผู้เยี่ยมชมกลุ่มไหนหรือหลากหลายได้อย่างไร
+ เทคโนโลยีที่ใช้ เช่น ฐานข้อมูลอะไร SQLServer/MySQL/Access, ภาษาในการพัฒนา html/ASP/PHP/ASP.NET, ไฟล์ภาพเคลื่อนไหว Flash 7/8/9 เป็นต้น
ด้านบริการหลังการขาย
+ ผู้ให้บริการจะทำการติดตั้งและทดสอบเว็บไซต์จนสมบูรณ์ให้หรือไม่ในกรณีที่ ไม่ได้ Hosting อยู่กับผู้ให้บริการ (หากพบปัญหาจากการติดตั้งเนื่องจากปัญหาทางเทคนิคของ Hosting ผู้ให้บริการยินดีดำเนินการปรับปรุงเว็บไซต์ที่ได้จัดทำให้สามารถใช้งานได้ ตามที่ตกลงกันไว้โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายหรือไม่ อย่างไร)
+ เมื่อเว็บไซต์ออนไลน์ ผู้ให้บริการมีบริการอื่น ๆ อย่างไรบ้าง และมีกำหนดระยะเวลาอย่างไร
- ติดตั้งตัวนับสถิติให้ ชนิดไหน สามารถดูรายงานได้อย่างไร
- ในกรณีเว็บไซต์ที่มีชุด BackOffice มีการ Trainning ให้หรือไม่ กี่ครั้ง ครั้งละกี่คน รวมถึงคู่มือประกอบการใช้งานหรือไม่ อย่างไร
- มีการทำ SEO (Search Engine Optimization) ให้หรือไม่ จัดเตรียม Keyword, Description รวมถึงลงทะเบียนใน Major Search Engine ทำให้กี่ครั้งและสามารถวัดผลได้อย่างไร
- การอัพเดทข้อมูลและการปรับปรุงเว็บไซต์ จะอยู่ในความรับผิดชอบของผู้ให้บริการอีกหรือไม่ สามารถปรับปรุงเนื้อหาเพิ่มเติมได้กี่ครั้ง กำหนดจำนวนหรือไม่ ตรงจุดไหนบ้าง ข้อมูลรูปภาพ ข้อมูลสินค้า ส่วนที่เป็นภาพเคลื่อนไหวแก้ไขปรับปรุงได้หรือไม่ อย่างไร
- ผู้ให้บริการยินดีให้คำปรึกษาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องหรือไม่ เช่น การดูแลเว็บไซต์ การทำเนื้อหาและภาพประกอบในเว็บไซต์ให้มีความเหมาะสมสวยงาม การใช้งานอีเมล์และอื่น ๆ เพื่อให้เว็บไซต์สามารถบรรลุเป็นไปตามวัตถุประสงค์
ด้านธุรกรรม
+ ผู้ให้บริการยินดีตกลงตามสัญญาจ้างของลูกค้าหรือไม่ มีแผนการดำเนินงานและกำหนดส่งมอบงานที่ชัดเจนหรือไม่ หากเกิดปัญหาล่าช้าในการทำงาน ผู้ให้บริการยินดีให้ลูกค้าเรียกร้องค่าปรับได้หรือไม่ อย่างไร
+ สิทธิ์ในชิ้นงานออกแบบและระบบโปรแกรม เป็นของใคร ผู้ให้บริการจะส่งมอบ Source Code ในการออกแบบทั้งหมดที่ใช้งานในเว็บไซต์หรือไม่ เช่น ไฟล์ PSD, FLA, AI, html อื่น ๆ อย่างไร
+ ในกรณีมีการถ่ายภาพเพิ่มเติมหรือการวาดภาพประกอบเพื่อใช้งานในเว็บไซต์ โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ลูกค้ามีสิทธิ์ร้องขอไฟล์ต้นฉบับเพื่อนำไปใช้ในงานอื่น ๆ ได้หรือไม่ ใครเป็นเจ้าของสิทธิ์ดังกล่าว
+ ผู้ให้บริการยินดีตกลงรักษาข้อมูลความลับที่ได้รับมาเพื่อใช้ในการจัดทำเว็บไซต์หรือไม่ อย่างไร
โดยทั่วไปคร่าว ๆ สำหรับการจัดทำชิ้นงานเว็บไซต์ก็จะมีรูปแบบของการให้บริการที่แตกต่างกันไป ประมาณนี้ ก็คงพอที่จะนำมาเปรียบเทียบกับราคาในการนำเสนอและมองเห็นความแตกต่างของราคา ได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น
เรื่องต้องรู้ ก่อนทำ Flash Website
ณ เวลานี้ หันไปทางไหนในแวดวงนักออกแบบเว็บไซต์ ส่วนใหญ่มุ่งเน้นไปในการพัฒนาเว็บไซต์ออกไปในแนวทางเทคนิค Flash Animation หรือ Flash Action Script ตอบรับกระแสอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงซึ่งบูมกันมาซัก 2-3 ปีแล้ว รวมถึง Browser พื้นฐานรุ่นใหม่ ๆ สามารถ Update Plug-In Shockwave Flash เข้าไปได้อย่างง่ายดาย ทำให้โอกาสของ User ที่ไม่สามารถดู Flash Animation ได้นั้นเหลือแคบลง แน่นอนจุดเด่นของเว็บไซต์ประเภทนี้คือ ด้วยข้อเด่นทางด้านเทคนิคภาพเคลื่อนไหว ทำให้เนื้อหาในการนำเสนอน่าสนใจสำหรับผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ในครั้งแรก แต่สิ่งที่ยังเป็นเรื่องที่น่ากังวลยังมีอีกหลากหลายประเด็น เช่น
ความเร็วในการเข้าถึงข้อมูล
ความเร็วอินเตอร์เน็ตไฮสปีด ชนิดปกติ เร็วเพียงพอจริงหรือ (ซึ่งปัจจุบันในแพคเกจธรรมดาที่มีผู้ใช้งานมาก ๆ ก็เริ่มที่จะโลสปีดกันแทบทั้งวันอยู่แล้ว)
ความสามารถในการออกแบบ
ความสามารถในการออกแบบและนำเสนอของนักออกแบบเว็บไซต์ ทั้งในแง่ของความสวยงาม, การใช้งาน Navigator, การนำเสนอข้อมูลสินค้าและบริการ, ความสะดวกในการใช้งาน ฯลฯ ซึ่งจะหาคนที่เก่ง ๆ จริงคงไม่ใช่เรื่องง่าย เมื่อนำเสนอออกไปแล้วแทนที่จะสร้างความประทับใจในครั้งแรกที่มีผู้เยี่ยมชม เว็บไซต์ กลับจะถูกมองในแง่ลบที่สู้อุตส่าห์อดทนรอโหลดข้อมูลและไม่ได้พบเจอลูกเล่น ตระการตาแต่อย่างใด
การแก้ไขหรือเพิ่มเติมข้อมูล
การเปลี่ยนแปลงข้อมูลภายในเว็บไซต์ทำได้ค่อนข้างยาก การจะจัดทำ Flash Site ให้ติดต่อกับฐานข้อมูล เพื่อให้ผู้ดูแลเว็บไซต์สามารถใช้งาน CMS (Content Management System) ได้นั้น สามารถทำได้แต่ก็มีข้อจำกัดในแง่การแสดงผลของข้อมูลผ่าน Flash ต้องอาศัย Flash Programmer ทีมีความชำนาญและความสามารถในการเขียน Action Script จริง ๆ จึงจะสามารถพัฒนาได้อย่างไม่มีข้อจำกัด
การรองรับ Search Engine
รองรับ Search Engine ได้น้อย ด้วยหลักในการสร้างเว็บไซต์ ที่ไม่รองรับเงื่อนไขของ Search Engine หลัก เช่น Google จึงทำให้ Flash Site มีโอกาสน้อยในการถูกคัดเลือกให้อยู่ใน Ranking ต้น ๆ ของการค้นหา ยกเว้นเสียค่าใช้จ่ายให้กับ Search Engine หรือ Agency ที่ให้บริการ ซึ่งค่าใช้จ่ายก็สูงมากทีเดียว
ค่าใช้จ่ายในการออกแบบและจัดทำ
งบประมาณในการจัดทำสูง เนื่องจากการทำเว็บไซต์ประเภทนี้ ให้ตอบสนองความต้องการที่หลากหลายหรือไร้ขีดจำกัดจริง ๆ นั้นต้องอาศัยทั้งคนทำ Motion Graphic และ Flash Action Script ซึ่งปัจจุบันยังหาบุคคลากรในตลาดได้ไม่มากนัก ทำให้งบประมาณในการจัดทำให้ได้มาตรฐานที่ดีนั้นอาจจะสูงมากกว่าเป็นเท่าตัว เมื่อเทียบกับ Web Site, Web Application ในการนำเสนอข้อมูลเดียวกัน
ดังนั้น หากคุณกำลังคิดจะเลือกทำเว็บไซต์ใหม่ เป็น Flash Site ก็ลองดูว่า กลุ่มเป้าหมายของคุณเป็นอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง ๆๆๆๆๆ จริงๆ, มีทีมพัฒนาที่เชื่อถือได้ว่าชำนาญเฉพาะด้านนี้, มีงบประมาณโฆษณาเว็บไซต์ผ่านสื่ออื่น ๆ เช่น หนังสือ, Banner, ฯลฯ โดยไม่จำเป็นต้องใช้ Search Engine, มีงบประมาณเพียงพอสำหรับการจัดทำให้ออกมาได้ดีแล้วละก็.....ทำไปเลยครับ อย่ารอช้า....
Search Engine Marketing
เว็บเสิร์ชเอ็นจิ้นอย่าง Google, Yahoo หรือ Bing อาจเป็นแค่เครื่องมือค้นหาในสายตาคนทั่วไป แต่สำหรับนักโฆษณาและนักธุรกิจยุคใหม่แล้ว นี่คืออีกสื่อโฆษณาและเครื่องมือการตลาดชั้นเยี่ยมที่มั่นใจได้ว่าโฆษณาจะถูกส่งให้เฉพาะกลุ่มเป้าหมายเท่านั้นที่ได้เห็น
ระบบอัตโนมัติของเสิร์ชเอ็นจิ้นทั้งหลายนี้จะเลือกแต่โฆษณาที่เกี่ยวข้องกับคำที่ผู้ใช้เสิร์ชเท่านั้นขึ้นมาแสดง เป็นการสกรีนว่าผู้เห็นโฆษณาเป็นผู้ที่กำลังสนใจเรื่องนั้นอยู่จริง และฝ่ายธุรกิจเจ้าของโฆษณาจะต้องจ่ายเงินเฉพาะเมื่อโฆษณาถูกคลิกเท่านั้นซึ่งประหยัดเงินกว่า Banner โฆษณาแบบเดิมๆ
อีกเหตุผลสำคัญก็คือ การเสิร์ชนั้นได้กลายเป็นกิจกรรมหลักของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตทั่วโลกไปแล้ว จากการสำรวจของบริษัทวิจัยระดับโลก Piper Jaffray Investment Research ชี้ว่า 77% ของนักท่องเน็ตนั้นใช้เสิร์ชเอ็นจิ้นทุกวัน และมีมากถึง 38% ที่เสิร์ชมากกว่า 4 ครั้งต่อวัน ต้องไม่ลืมว่าผู้ใช้อินเทอร์เน็ตทั่วโลกนั้นถึง 1 พันล้านคนไปแล้วในปีนี้ ส่วนในไทยมีผู้ใช้ถึง 14 ล้านคน การยิงโฆษณาบนเสิร์ชเอ็นจิ้นนั้นจึงทั้งตรงกลุ่มเป้าหมายและได้ปริมาณไปพร้อมๆ กัน
นอกจากนี้ การโฆษณาผ่านเสิร์ชยังใช้งานสะดวกสำหรับนักโฆษณา สามารถทำทุกอย่างได้ด้วยตัวเองบนหน้าจอ ไม่ว่าจะเป็นระบบโฆษณาของ Google ที่ชื่อ Adwords, ของ Yahoo ชื่อ Search Marketing, หรือของ Bing นั้นชื่อ AdsCenter ต่างก็ใช้ระบบอัตโนมัติและหักเงินผ่านบัตรเครดิตได้กันทุกราย และรองรับได้ทั้งผู้ลงโฆษณารายย่อยที่มีงบวันละไม่กี่ร้อยบาท จนถึงแบรนด์ใหญ่บริษัทดังที่มีงบวันละเป็นแสนเป็นล้าน
แม้จะฟังดูง่าย แต่การจะลงโฆษณาให้ได้ผล จัดสรรงบได้อย่างคุ้มค่า ก็ต้องเข้าใจขั้นตอนและกลไกของ Search Engine Marketing (SEM) เพื่อจะได้วางแผนได้อย่างเหมาะสม
1. ค้นหา/เลือก Keyword
การเลือกคำหรือ Keyword ที่จะซื้อเพื่อยิงโฆษณาของเราไปพร้อมกับผลเสิร์ชของคำนั้นๆ จัดว่าเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ ตัวอย่างเช่นจะโฆษณาโรงแรมที่ตั้งอยู่ในกรุงเทพฯย่านถนนข้าวสาร คำถามก็มีหลายแง่ เช่น...
-ซื้อคำว่า Hotel หรือคำว่า โรงแรม? ขึ้นกับว่ากลุ่มเป้าหมายเป็นคนไทยหรือคนต่างชาติ
-ซื้อคำว่า Hotel สั้นๆ หรือใช้คำยาวเจาะจงมากขึ้นเป็น Hotel Bangkok หรือ Hotel Khaosan? หากซื้อคำเดี่ยวหรือคำทั่วๆ ไป ก็จะได้แสดงผลมากครั้ง ทำจำนวนยอดคลิกได้สูงในเวลาสั้นๆ แต่ก็เสี่ยงที่จะได้กลุ่มผู้ชมวงกว้างเกินไปไม่ตรงกลุ่มเป้าหมาย แต่หากใช้คำยาวก็เสี่ยงที่จะมีคนเสิร์ชน้อยครั้งกว่า ซึ่งยอดคลิกก็จะต่ำตามไปด้วย
-ซื้อเฉพาะคำเกี่ยวกับโรงแรมซึ่งเป็นสินค้าของเราเท่านั้น หรือซื้อคำอื่นๆ ที่คาดว่ากลุ่มเป้าหมายจะเสิร์ชด้วย ? เช่นอาจจะซื้อคำว่า Travel Thailand หรือ Bangkok Trip ด้วย
โดยทั่วไปแล้ว ผู้ลงโฆษณาจะเลือกซื้อมากกว่า 1 คำขึ้นไป และมักจะต้องใส่คำยกเว้น (Negative Keyword) ไว้ด้วย เช่น หากจะลงโฆษณาขายบ้านใหม่หรือรถใหม่ ก็ต้องกำหนดคำยกเว้นให้เป็น บ้านมือสอง, รถมือสอง, ซ่อมรถ ฯลฯ เพื่อโฆษณาจะได้ไม่ถูกแสดงเมื่อคำเกี่ยวกับของมือสองหรือบริการซ่อมถูกเสิร์ช เพราะคนที่เสิร์ชคำเหล่านี้ไม่ใช่กลุ่มเป้าหมายของบ้านใหม่รถใหม่แต่อย่างใด
การหาคีย์เวิร์ด นอกจากจะใช้นึกหรือค้นจากสื่ออื่นๆ แล้ว ยังเข้าไปใช้ระบบหาเพิ่มอัตโนมัติได้ เช่นในเครื่องมือ Keyword Tool ใน adwords.google.com ที่หากเรากรอกคำสั้นๆ เช่น Hotel ลงไป ระบบจะเสนอทางเลือกเป็นคำอื่นๆ มาอีกหลายสิบคำ พร้อมบอกจำนวนครั้งที่กลุ่มเป้าหมายของเราเสิร์ชคำนั้นๆในรอบเดือนไว้ด้วย
2. เลือกที่หมายและภาษา
เป็นจุดเด่นของโฆษณาบนเสิร์ชเอ็นจิ้นระดับโลกทั้งสามราย เช่น กรณีที่เราจะโฆษณาโรงแรมให้กับนักท่องเที่ยวต่างประเทศเท่านั้น ก็สามารถเลือกได้ว่าคนที่ใช้เน็ตในประเทศไทยจะไม่เห็นโฆษณาของเราแน่นอน นอกจากนี้ยังเลือกเจาะเฉพาะนักท่องเน็ตจากประเทศเดียวหรือหลายๆ ประเทศได้ เช่น หากจะลงโฆษณาใน Google เจาะกลุ่มเป้าหมายเฉพาะญี่ปุ่น นักโฆษณาก็มีทางเลือก 2 ทาง คือ
-เลือกภาษาญี่ปุ่น ให้โฆษณาไปลงเฉพาะที่ google.co.jp
-เลือกประเทศญี่ปุ่น ให้โฆษณาไปลงทั้ง google.co.jp และ google.com ที่ผู้ใช้เข้าจากประเทศญี่ปุ่นด้วย โดยตรวจสอบจากที่อยู่ IP Address ของผู้ใช้เอง
3. เลือกเวลา
เช่นหากต้องการเจาะกลุ่มคนทำงานออฟฟิศ ก็ควรเลือกเวลา 9 ถึง 18 นาฬิกา หรือหากว่าจะโฆษณาบริการส่งอาหาร ก็ควรเลือกช่วงก่อนมื้อเที่ยงและมื้อเย็นค่ำ เป็นต้น
4. เลือกหน้า Landing Page
ไม่ควรให้คลิกโฆษณาแล้วไปที่หน้าแรกของเว็บ เพราะจะเสียเวลาผู้ใช้ต้องคลิกเกิน 2 ครั้งกว่าจะพบสิ่งที่ต้องการ ฉะนั้นควรกำหนดหน้าที่ตรงกับแคมเปญ และใส่ _ ทำหหฟเ _ที่ต้องการสื่อ รวมถึงปุ่มกดสำคัญๆ ไว้ในหน้าเดียวกันนั้นเลย
5. เลือกเว็บอื่นๆนอกจากเสิร์ช
สำหรับ Google และ Yahoo นอกจากจะลงโฆษณาแบบตัวอักษร (Text Ad.) ในเสิร์ชเอ็นจิ้นแล้ว เราสามารถโฆษณา Banner Ad. เป็นป้ายรูปภาพในเว็บอื่นๆ ที่ใช้ระบบโฆษณาของ Google หรือ Yahooได้ เช่นเว็บในเครืออย่าง Youtube, Blogger ในเครือ Google หรือ time.com ในเครือ Yahoo
นักโฆษณายังสามารถเลือกเว็บอื่นๆ อีกนับล้านที่เรียกว่าเป็น Content Network ของเสิร์ชเอ็นจิ้นเหล่านี้ เช่น เว็บไซต์ positioningmag.com, bangkokpost.com, komchadluek.com ซึ่งเป็นเว็บของประเทศไทยแต่ใช้ระบบโฆษณา Adsense ของ Google ก็ถือเป็น Content Network ที่ผู้ลงโฆษณา Adwords ของกูเกิลสามารถเลือกลงได้
จุดเด่นอีกอย่างของเครื่องมือโฆษณาบนเสิร์ชเล่านี้ คือรายงานการวัดผลที่ละเอียดและปรับแต่งได้ตามความต้องการ เช่น นักการตลาดสามารถเลือกได้ว่าจะดูข้อมูลอย่าง CTR (Click Through Rate:อัตราส่วนจำนวนคลิกเทียบกับจำนวนครั้งที่โฆษณาถูกแสดง), CPC (Cost Per Click:ต้นทุนที่จ่ายไปต่อการถูกคลิกแต่ละครั้ง), Conversion Rate (อัตราของคนที่เข้าไปสมัครสมาชิกหรือสั่งซื้อจริงเทียบกับจำนวนครั้งที่โฆษณาถูกแสดง) หรือ CPL (Cost Per Lead:ต้นทุนต่อ Conversion แต่ละครั้ง) และอื่นๆ อีกหลากหลายได้
บนแผงหนังสือไอทีไทยทุกวันนี้กำลังมีหนังสือเกี่ยวกับ Search Marketing มากมาย ส่วนใหญ่เน้นการนำไปใช้โฆษณาขายของ e-Commerce สำหรับธุรกิจส่วนตัวรายย่อยๆ และเน้นไปที่รายละเอียดเทคนิคจนเป็นเรื่องหนักอึ้งของผู้เริ่มต้น แต่แท้จริงแล้วเอเยนซี่โฆษณาต่างๆ กำลังเริ่มใช้ Search Marketing กับแคมเปญใหญ่ๆ แบรนด์ดังๆ ทั่วไปกันมากขึ้นทุกวัน และเป็นเรื่องสำคัญที่นักการตลาดจะเข้าใจจุดเด่นและภาพรวมของการโฆษณาผ่าน Search Engine ข้างต้นทั้งหมดก่อนที่จะเลือกลงลึกไปให้เหมาะกับโจทย์ทางการตลาดของตัวเอง
สมคิด เอนกทวีผล
Positioning magazine กันยายน 2552